มีเทนในฐานะมลสารภูมิอากาศที่มีช่วงอายุสั้น:
โอกาสเร่งด่วนเพื่อการดำเนินงานด้านภูมิอากาศและสาธารณสุข
Policy Lab: ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ความเป็นมา
มีเทน (CH₄) เป็นแก๊สเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงและเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนรองจากคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) มีเทนเป็นแก๊สเรือนกระจกที่มีความรุนแรงกว่า CO₂ และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศประมาณ 12 ปี โดยในช่วง 20 ปีแรก มีเทนสามารถกักเก็บความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 86 เท่า ก่อให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น 0.5°C มีเทนเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัจจุบันระดับความเข้มข้นในชั้นบรรยากาศสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่าสองเท่าครึ่ง [1] มีเทนพร้อมกับคาร์บอนดำ (Black Carbon: BC) โอโซนในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (Tropospheric Ozone: O₃) และสารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons: HFCs) ถือเป็นหนึ่งในสี่มลสารภูมิอากาศที่มีช่วงอายุสั้น (Short-Lived Climate Pollutants: SLCPs) ที่มีความสำคัญตามการจัดประเภทขององค์การอนามัยโลก (WHO) [2]
แหล่งกำเนิดการปลดปล่อยมีเทน
มากกว่าร้อยละ 60 ของการปลดปล่อยมีเทนทั่วโลกเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ [3] โดยแหล่งกำเนิดหลักจากมนุษย์ 3 ประการ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม (ร้อยละ 42) ภาคเชื้อเพลิงฟอสซิล (ร้อยละ 38) และภาคของเสีย (ร้อยละ 20) [4] การปลดปล่อยจากภาคเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปศุสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ การผลิตผลิตภัณฑ์นม และการทำนา ภาคเชื้อเพลิงฟอสซิลปลดปล่อยมีเทนตลอดกระบวนการสำรวจ ขุดเจาะ การแปรรูป การขนส่ง และการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ ส่วนแหล่งกำเนิดหลักของมีเทนจากภาคของเสีย ได้แก่ หลุมฝังกลบและระบบบำบัดน้ำเสีย [3]
เหตุใดการลดมีเทนจึงมีความสำคัญ
ด้วยช่วงอายุในชั้นบรรยากาศที่สั้น มีเทนจึงเป็นโอกาสเฉพาะด้านภูมิอากาศที่สามารถเห็นผลได้ภายในไม่กี่ทศวรรษหากมีการลดการปลดปล่อย การลดมีเทนถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่รวดเร็วและประหยัดที่สุดในการจำกัดภาวะโลกร้อน ตามข้อมูลของสหประชาชาติ
นอกจากประโยชน์ด้านภูมิอากาศแล้ว การลดมีเทนยังช่วยพัฒนาคุณภาพอากาศและสาธารณสุขอีกด้วย โดย Climate and Clean Air Coalition ประมาณการว่าการลดการปลดปล่อยมีเทนสามารถป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสัมผัสโอโซนได้เกือบหนึ่งล้านคน ลดความสูญเสียทางการเกษตรได้ 90 ล้านตัน ป้องกันการสูญเสียชั่วโมงแรงงานจากความร้อนจัดได้ 85 พันล้านชั่วโมง และก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงมูลค่า 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
NDC 3.0 ของประเทศไทยและการลดมีเทน
NDC 3.0 ของประเทศไทยมีเป้าหมายลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) และบรรลุการปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) มีเทนถูกครอบคลุมอยู่ในเป้าหมายการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้นการพัฒนามาตรการลดการปลดปล่อยในภาคเกษตรกรรม ภาคของเสีย และภาคพลังงาน จึงมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศและแนวทางสู่การปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย [5]
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (ปรับปรุงจากรายงาน UNEP Global Methane Status Report 2025 [4])
- ในภาคพลังงาน จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและประสานความร่วมมือเพื่อนำมาตรการควบคุมมีเทนทุกรูปแบบที่มีอยู่มาใช้ โดยเฉพาะในการดำเนินงานด้านน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และถ่านหิน พร้อมทั้งขจัดอุปสรรคต่าง ๆ เช่น การกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ความสามารถในการติดตามตรวจสอบที่จำกัด และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัด
- ในภาคของเสีย การดำเนินมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่มีเทนควรมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลดคาร์บอนในระยะยาวและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นการป้องกันการสูญเสียและขยะอาหาร การคัดแยกขยะที่ต้นทางแบบบังคับ การบำบัดและการนำของเสียอินทรีย์มาใช้ประโยชน์ใหม่ และการปรับปรุงวิศวกรรมหลุมฝังกลบ
- ในภาคเกษตรกรรม ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนจากกลยุทธ์ระยะสั้นที่กระจัดกระจาย ไปสู่นโยบายระยะยาวที่ครอบคลุมและตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม เพื่อแก้ไขแหล่งกำเนิดหลักของมีเทนและบรรลุการลดการปลดปล่อยได้ตามกำหนดเวลา
บทสรุป
การลดการปลดปล่อยมีเทนเป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วและประหยัดที่สุดในการจำกัดภาวะโลกร้อนในระยะใกล้ พร้อมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญด้านสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจ การปลดปล่อยมีเทนอาจลดลงได้ถึงร้อยละ 8 ภายในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับระดับปี พ.ศ. 2563 หากมีการดำเนินมาตรการที่ระบุไว้ใน Nationally Determined Contributions (NDCs) และ Methane Action Plans (MAPs) อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายของ Global Methane Pledge ที่ต้องการลดการปลดปล่อยมีเทนลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 [4] ดังนั้น การเร่งดำเนินมาตรการลดการปลดปล่อยในภาคพลังงาน ภาคของเสีย และภาคเกษตรกรรม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพการลดมีเทน
เอกสารอ้างอิง
[1] United Nations. Methane: From Super Pollutant to Climate Solution. United Nations Climate Action.
[2] World Health Organization. (2022). Short-lived climate pollutants (SLCPs). World Health Organization.
[3] Climate and Clean Air Coalition. Methane. Climate and Clean Air Coalition.
[4] United Nations Environment Programme (UNEP). (2025). Global Methane Status Report 2025. United Nations Environment Programme. Paris, France. https://doi.org/10.59117/20.500.11822/48921
[5] Department of Climate Change and Environment. (2025). Thailand’s Nationally Determined Contribution (NDC 3.0). Government of Thailand.
